คำอธิษฐานของไอ้เด็กเกรียนที่ชื่อว่า 'เน็ก'
การอธิษฐาน เป็นกิจกรรมกึ่งเหนือธรรมชาติ ที่มีเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้ต่ำ แต่อัตราการถูกใช้งานสูง
เป็นพฤติกรรมอุปทานหมู่…ที่ต้องปฏิบัติคนเดียว
ถูกชักชวนโดยพรรคพวก แต่ดันวงเล็บไว้ว่า จงอธิษฐานเงียบๆ ตามลำพัง เพราะมีผลต่อโอกาสสมหวัง
เป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่พิสูจน์ยาก แต่คนจำนวนมากล้วนฝากความหวังไว้ยามไร้ที่พึ่ง
นั่นคือข้อเท็จจริง ส่วนหนึ่งที่แอบย้อนแย้งกันในทีของ “การอธิษฐาน”
แต่ เล็กจนโต เราเฝ้าอธิษฐานขอสิ่งนั้นสิ่งนี้เสมอทุกครั้งที่เป่าเค้ก โยนเหรียญลงน้ำ มองเห็นดาวตก หรือแค่เดินผ่านศาลพระภูมิเล็กๆ หลายช่วงเวลาดูไม่น่ามีส่วนเกี่ยวข้องใดกับการอำนวยอวยประโยชน์เราก็ขอ … ถึงออกตัวว่าก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง นั่นแปลว่าเชื่อประมาณ 80% อีก 20% เว้นไว้เผื่อฟลุก เฝ้าคิดว่าถ้ามันเป็นจริงได้คงดี … โดยหารู้ไม่ว่าหากไอ้ที่ขอมันเกิดอุตริจริงขึ้นมาซะดื้อๆ โลกนี้จะเป็นยังไง เช่น ถ้าเพื่อนที่เกลียดดันกลายเป็นคางคกจริงตามคำอธิษฐาน ผลคือคางคกเลยเดินเต็มโรงเรียน แต่กูเองดันเกลียดคางคกเสียด้วย เออ… อยู่ยากละ
ขนาดชาวเปอร์เซียยังมีคำสาปว่า “คิดสิ่งใดขอให้สมดั่งใจปรารถนาโดยพลัน” นั่นแสดงว่าการได้สมใจย่อมไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป?? ในที่นี้เราจะสโคปไปที่คำอธิษฐานแบบเด็กๆ โดยแรงบันดาลใจดังกล่าวได้จากการแอบฟังหลานคุยกัน เห็นมันอธิษฐานขอนู่นนี่เรื่อยเปื่อย เลยถือโอกาสย้อนถามตัวเองว่าเราตอนเด็กๆ ก็เคยขอไว้เยอะเหมือนกันนะ และนี่เป็นบางส่วนของคำอธิษฐานวิปลาส ที่ผมเคยขอไว้ในตอนยังเยาว์วัย บอกได้เลยว่าเกรียนล้วนๆ
ขอให้โรงเรียนไม่มีครู
พิเรนทร์ เพียงนี้นี่คิดเองเลยนะจะบอกให้ … ฮะ? ฟังดูเนรคุณเหรอ? แหม ทุกคนต้องเคยคิดกันทั้งนั้นล่ะ! … ปัจจัยเหตุที่ไม่อยากมีครูก็แตกต่างกันตามระดับการศึกษาครับ แต่ถ้าเอาที่ปัจจุบันย้อนกลับไปนึกถึง แล้วทุเรศตัวเองสุดก็น่าจะเป็นระดับอนุบาล คือขอให้โรงเรียนไม่มีครู เพื่อที่กูและอีกสี่ห้ากูแถวนี้จะได้ขโมยตัวปั๊มมาเล่น ประทับให้ด่างแม่งทั้งห้องเลย! … ไร้สาระจนแม้กระทั่งตัวเองตอนนี้ยังรับไม่ได้
ขยายความสำหรับเด็กยุค แท็บเล็ต เผื่อนึกภาพไม่ออก สมัยก่อนครูนิยมใช้ตัวปั๊มรูปผลไม้ รูปสัตว์ ปั๊มบนสมุดแล้วให้โยงจับคู่อะไรก็ว่าไป ซึ่ง … ครูประจำชั้นมักเก็บไอ้ตัวปั๊มเหลี่ยมๆ กับตลับน้ำหมึกสีน้ำเงินใส่กล่องไว้ในลิ้นชักโต๊ะ ล็อกกุญแจอย่างดี ป้องกันนักเรียนมือบอนจิ๊กไปเล่น … โบราณว่ายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ยิ่งเก็บเหมือนยิ่งกระตุ้นให้อยากรื้อ … พูดกับเพื่อนตลอดช่วงนอนกลางวันว่า เอ็งคอยดูนะ วันไหนโรงเรียนไม่มีครู ไอ้กล่องตัวปั๊มนั่น เสร็จข้า! อธิษฐานทุกคืน … ไม่จบเท่านั้น เรายังวางแผนบ่อนทำลายสถาบันการศึกษากันอีกหลายแขนง สิ่งใดครูห้าม เราฝันจะทำหมด ห้ามเล่นสวิตช์ไฟ สวิตช์พัดลม ห้ามเล่นชอล์ก ห้ามเขียนกระดานดำโดยไม่ได้รับอนุญาต … นั่นแหละ! เมื่อใดคำขอบรรลุ จะเล่นแม่งทุกอย่างเลย!
ครั้นเรียนจบ โตมา มีงานทำถึงคิดได้ … ถ้าตอนนั้นคำอธิษฐานเป็นจริง ป่านนี้กูคงเดินเอาเขาขวิดกับชาวบ้านจนไม่เป็นอันทำอะไรแน่ๆ … เฮ่อ
ขอให้พ่อแม่หายไป
รู้สึกฮาร์ดคอร์กว่าไอ้ข้อแรกอีก...
แม้ จะร้องหาป๋าหาแม่ เป็นลูกแหง่ทุกครั้งที่มีเรื่องกับเด็กนอกบ้าน แต่บางคราวป๋ากับแม่ก็เป็นกลุ่มบุคคลที่ลูกเซ็ง … เข้าใจมั้ยว่าบ้านมีลูกชายอยู่สองคน วันดีคืนซวยมันอาจลุกขึ้นมาอินดี้บ้างอะไรบ้างเป็นของธรรมดา แต่ป๋ากับแม่ไม่เข้าใจ! … เราเป็นน้องก็อาร์ตไง รักสัตว์ เกิดอาการอยากดูแลชีวิตอะไรซักอย่าง เลยสรรหาเต่ามินิมาแอบเลี้ยงไว้ในห้อง กลางค่ำกลางคืนดึกดื่นเต่าเสือกหลุดจากลิ้นชักที่ใช้ซุกไว้ หล่นปุออกมาคลานตามพื้น กระดึ๊บๆ จนชนประตู เกิดเสียงตะกายดังแกร่กๆ หลอนประสาทพ่อแม่เล่น แถมขี้ทิ้งไว้เรี่ยราด ลำพังหนวกหูยังไม่หนำใจ เปิดประตูห้องเข้าไปที เหม็นหึ่งเหมือนมีศพใต้เตียง ความสงสัยถูกเพาะบ่มไว้ไม่เท่าไหร่ อาร์ตอยู่ได้ไม่กี่วัน แม่สะกดรอยเข้ามาเจอจนได้ เลยเทศน์มหาชาติไปสองจบใหญ่…
ส่วนไอ้ลูกคน โตก็ตำแย ทีแรกป๋าซื้อโต๊ะเขียนแบบให้ไว้ใช้ทำการบ้าน ดูฉลาดเท่สมฐานะราวกับโตมาต้องเรียนวิศวะแน่นอน ต่อมาเริ่มสังเกตว่า ลูกชอบคุ้ยแคะซ่อมนั่นนี่ ป๋าไม่ขัดศรัทธาอีกเช่นกัน ส่งเสริมโดยซื้อหัวแร้งให้เล่น ผลคือ ไอ้พี่คนโตมันบรรจงสลักอักษรลงบนโต๊ะเขียนแบบราคาหลายหมื่นด้วยหัวแร้งจน ควันโขมง ป๋าวิ่งหน้าตาตื่นตามควันเข้ามา นึกว่าไฟฟืนช็อต เลยเจอทั้งสภาพโต๊ะไหม้ ทั้งเต่ามินิขี้เหม็น (ที่ลูกชายคนเล็กยังไม่ได้เก็บทิ้งนับจากวันที่แม่ด่า) … เคยเล่าว่า สิ่งไหนป๋าไม่ห้ามไม่ถือว่าผิดใช่มั้ย แต่ประเภทบรรลัยคาตาขนาดนี้ ป๋าถือเป็นโมฆะฮะ … ตามฟอร์ม เรียงคิวเจ็บเนื้อเจ็บตัวตูดลายกันถ้วนหน้า
ทำไม! ทำไมถึงไม่เข้าใจในงานอดิเรกของลูก สองคนพี่น้องโดนด่าสลับกับโดนตีบ่อยๆ เข้า เลยแอบคิดชั่วว่า … ถ้ามีพรวิเศษ เสกป๋ากูกับแม่มึงให้หายไปจากโลกนี้ได้ล่ะแจ๋ว กูจะเหมาเต่ามาเลี้ยงให้หมดตู้เลย! ส่วนมึงก็ตามสะดวก จะหัวแร้ง บัดกรีสลักจารึกบนโต๊ะ บนประตูที่ไหนเลือกได้ บ้านมีตั้งสามชั้น
ถึง คิดแบบนั้น … หากเจ้าที่เจ้าทางบ้าจี้บันดาลให้จริง ทุกวันนี้คงไม่มีไอ้น้าเน็ก … สองคนพี่น้องคงไปนั่งวิจัยเต่าอยู่ที่ไหนซักแห่ง (ฟังดูท่าจะเหม็น)
ขอให้มีวันเด็กทุกอาทิตย์
เคย คิดนะว่า ถ้ามีวันเด็กทุกอาทิตย์ ชีวิตคงลั้นลา อารมณ์ประมาณอยากได้โควตากินไอติมฟรี รับแจกสมุด ดินสอ ของเล่นฟรี มีรถถังกับเครื่องบินร่อนให้ดู ควบคู่กับการได้ต่อคิวนั่งเก้าอี้นายกฯ เป็นกิจวัตร ลูกเด็กเล็กแดงทั้งหลายจะไม่มีปัญหาทางสภาพจิตใจ พวกขาดความอบอุ่นว้าเหว่อะไรนี่ลืมไปเลย เพราะผู้ใหญ่ทุกฝ่ายต่างทุ่มเทความรักความสนใจให้ชนิด 4 ครั้งต่อเดือน 48 ครั้งต่อปี แต่อาจมีปัญหาเรื่องสันดานแทน เนื่องจากถูกสปอยล์มากเกิน บางส่วนมีสิทธิอยู่ไม่ทันโต เพราะเสี่ยงต่อการถูกเครื่องบินที่ร่อนโชว์มันร่วงใส่ สังเกตว่าบาดเจ็บล้มตายกันปีละหลายคน และนายกฯ คงหัวหมุน แป๊บๆ ครบอาทิตย์ ต้องจัดคิวให้เด็กมานั่งเก้าอี้อีกแล้ว ไม่มีเวลาไปพัฒนาบ้านเมือง … ชัดเจนว่าเป็นคำอธิษฐานที่น่ากลัวมาก ประเทศชาติอาจถึงกาลกลียุคทีเดียว
ขอให้บ้านมีสวนสนุก สวนน้ำ
เทพยดา ฟ้าดินได้ยินแล้วอยากทำฟ้าผ่าใส่ว่าช่างขออะไรไม่ได้ใกล้เคียงความเป็นจริง ซักนิด แต่อย่าว่าไป ความประทับใจของเด็กที่มีต่อสวนสนุกแฮปปี้แลนด์แดนเนรมิตรช่างยากลบเลือน พื้นที่อันเปรียบเสมือนความฝันของเรา ปราสาทเทพนิยายนางฟ้านางสวรรค์ ซึ่งพ่อแม่ก็ไม่ค่อยพาไปเหยียบ อ้างโน่นอ้างนี่ ถ้ายุคปัจจุบันคงต้องเพิ่มชอยส์กรงลูกบอลเข้ามาด้วย ทีนี้ล่ะ … จะขึ้นไวกิ้งแม่งทุกครั้งที่อยาก นั่งม้าหมุนทันทีที่นึก ซื้อป็อบคอร์น กินสายไหมให้ฟันร่วง พุ่งเข้ากรงลูกบอลวันละสามเวลา เอาให้พ่อแม่หมดสิทธิ์อ้างว่าต้องรอเสาร์ รออาทิตย์ รอวันว่าง
แต่ เดี๋ยวก่อนนะ คิดสภาพตามว่าถ้าบ้านกับสวนสนุกมันออลอินวัน อยู่ติดกันขนาดนั้นจริง ไม่ต้องตั้งชื่อบ้านใหม่ว่าเนเวอร์แลนด์เลยเหรอเนี่ย คือขอให้มีสวนสนุก แต่ดันลืมขอให้รวยเท่าไมเคิล แจ็คสัน ว่ะ งี้จะเอาปัญญาที่ไหนไปดูแล เกิดมันอุบัติขึ้นจริง… ลำบากล่ะ
ขอให้ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาสิงสาราสัตว์ในบ้านพูดได้
ว่า กันว่า เด็กอายุต่ำกว่าสิบขวบหนึ่งคน สามารถมีเพื่อนในจินตนาการได้อีกเจ็ดคน … คือข้อมูลที่ผู้ปกครองพึงรู้ไว้บ้างเป็นพื้นฐาน จะได้ไม่ตกใจเวลาเห็นลูกเต้าพูดคนเดียว แต่จากคำบอกเล่าของแม่ ณ ช่วงอายุดังกล่าว ฟังว่าผมก็ไม่ได้มีองค์ขนาดจะนั่งตลกคนเดียวได้ถึงขั้นนั้น มีบ้างที่แอบคิดเล่นๆ (แต่หวังจริงจัง) ว่าถ้าหมาที่บ้านมันพูดภาษาคนได้คงสนุกดี มีเพื่อนคุย … แต่ก่อนเลี้ยงหมาไทยพันธุ์ทางตัวเมียขนเกรียน สีน้ำตาลตัวนึง ชื่อป้าย่น เรียกป้าเพราะกะคร่าวๆ จากกายภาพแล้วดูแก่มาก ผมนั่งมองมันกินข้าวพลางสะกิดถามพี่ชาย ปากก็มีนี่หว่า เห่าได้ หอนได้แต่ทำไมพูดไม่ได้วะ … ป้าย่นเป็นหมาที่ดีและลูกดก จินตนาการเอาว่าถ้าป้าย่นพูดได้ คงเดินนมฟัดนมเหวี่ยงด่าลูกเก้าตัวทั้งวัน … และหากคำอธิษฐานข้างต้น ส่งผลถึงลูกที่เหลือ … กรรมเวร บ้านเราจะมีเด็กเปรตเก้าตัวแย่งกันแหกปากพูด เปิดศึกแย่งที่กินที่นอนกันสนุกสนานตลอด 24 ชั่วโมงเลยเหรอ?!? โอ้ … สุขอยู่ที่ใด
ปัจจุบันนั่งเท้าคางนึกออกแค่นี้ อีกหลายๆ ข้ออาจหลงลืมไปตามกาลเวลา ไว้นึกออกค่อยเล่าใหม่ แต่เห็นมั้ยว่าโชคดีเท่าไหร่ที่ร้อยละ 90 ของคำอธิษฐานล้วนไม่ค่อยสัมฤทธิ์ผล เพราะหากมันสำเร็จสมประสงค์ทุกประการ … สังคมมนุษยชาติคงหายนะน่าดู ... และที่สำคัญ...
อย่ามัวเสียเวลานั่งอธิษฐาน ... เพราะโลกใบนี้ไม่เคยมีสิ่งไหนได้มาง่ายๆ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น