เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กำลังยุแยกให้แตกในวงการสงฆ์ (1)
สืบทอดเจตนารมณ์การโฆษณาชวนเชื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล
นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง จัดรายการใน ASTV และยังมีรายการ FM.92.25 ฟังทีแรกแล่วน่าสนใจในประเด็นที่ว่าเหมือนลีลาของใครคนหนึ่ง ทำนองถ่ายแบบคนนั้นมาเปี๊ยบ มิต่างลูกศิษย์ถ่ายแบบมาจากอาจารย์เลยทีเดียว และอาจารย์คนนั้นของเจิมศักดิ์ ปิ่นทองก็คือสนธิ ลิ้มทองกุล ในวันที่ 23 ก.ค.2552 เวลาประมาณ 08.00 น. FM.92.25 นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับ จิตกร บุษบา สนทนาเรื่องราวเกี่ยวกับวงการสงฆ์ ในทำนองแปลกและแปร่ง ที่ผิดไปจากสำนวนลีลาของ นายเจิมศักดิ์ คนเดิม เพราะได้พูดเรื่องที่ไม่ควรเอามาพูด โดยเอาเรื่องละเอียดอ่อนในวงการสงฆ์ธรรมยุติ-มหานิกาย และธรรมะที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้งมาพูดมาวิเคราะห์วิจารณ์คาบเกี่ยวไปถึงคนอื่น ซึ่งน่าที่จะส่งผลร้ายถึงอาจเป็นสาเหตุให้คนฟังสับสน ทำให้สังคมเข้าใจผิดเกิดความแตกแยกร้ายแรงได้
การพูดถึงเรื่องธรรมยุติกับมหานิกายอันเป็นเรื่องในวงการสงฆ์ไทยที่สง์ไทยเข้าใจดี แต่คนที่ไม่เข้าใจอย่างนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทองเอามาพูดขึ้น รวมไปถึงเรื่องการคว่ำบาตรของหลวงตามหาบัวของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทองนั้น คล้าย ๆ กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล เริ่มวางแผนการโฆษณาชวนเชื่อหลักการสำคัญ ด้วยแผนการดึงสถาบันกษัตริย์ลงมาเกี่ยวในเรื่องราวที่โฆษณาด้วย จึงเริ่มด้วยกรณีรัฐบาลทักษิณทำบุญประเทศ โดยขอพระราชทานอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)เป็นสถานที่กระทำพิธีกรรมทำบุญประเทศ ในช่วงที่ประเทศไทยพบความวิบัติหลังเกิดสินามิ โดยนำเรื่องที่ไม่เป้นความจริงเลยมากล่าวหาว่า ในการทำบุญประเทศครั้งนั้น ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกระทำตนเสมอกษัตริย์ โดยสวมรองเท้าเข้าไปประกอบพิธีกรรมในอุโบสถวัดพระแก้ว (ก็ไม่ผิดระเบียบของสำนักพระราชวัง) ไม่เคารพโดยสวมเสื้อแขนสั้น(ก็ไม่ผิดระเบียบ) และตีตนเสมอกษัตริย์โดยจัดที่นั่งทับที่กษัตริย์ขณะทำพิธีกรรม(ที่จริงไม่ได้ทับที่นั่งกษัตริย์เลย) เป็นเหตุให้เกิดโกลาหลในหมู่ประชาชนขณะนั้น แล้ว ASTV ก็เริ่มดึงเรื่องราวเบื้องสูงลงมาสู่แผ่นดินต่ำ ในท่าทีเล่ห์กลว่าตนเองเป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันเป็นอย่างยิ่ง เป็นห่วงสถาบันอย่างยิ่ง จึงต้องถวายชีวิตเป็นพลีป้องกันสถาบัน ต้องสอดตาดูบุคคลผู้เป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์และเอามาเปิดเผยแก่ประชาชน (และคนที่ต้องสอดแนมติดตามอย่างไม่ละก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งบัดนี้
วันนี้ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กำลังจะทำแบบเดียวกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล จอมบ่างช่างยุคนนั้น โดยคราวนี้ เปลี่ยนเป็นมาดึงสถาบันสงฆ์ลงมาเกลือกกลั้วตมอีกสถาบันหนึ่ง ฟังลีลาวาทะข้อกล่าวหาของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง โดยอ้างสถาบันสงฆ์นี้ มิแตกต่างลีลาของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กล่าวถึงเบื้องสูงเลย จึงน่าฉงนว่า ดร.คนนี้จนปัญญาขนาดมารับเอาคำสอน ลีลาการโฆษณาชวนเชื่อมาจากนายสนธิลิ้มมาเต็มตัวราวกับเป็นศิษย์เอกผู้ซื่อกตัญญูแห่งสำนักเลยทีเดียวหรือ? เคยเป็นเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้เคยมีความเป็นอิสระ นักวิชาการเสรี มีเหตุมีผล และเป็นประชาธิปไตย กลายมาซบหัวยอมตนเป็นสานุศิษย์ผู้ซื่อสัตย์ต่อคนล้มละลายทางการเงิน ผู้ต้องหาก่อการร้าย ยึดสนามบินนานาชาติ ฯลฯ อย่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุลได้อย่างไร? และภาระของนายเจิมศักดิ์ ที่กำลังเริ่มอยู่วันนี้ ก็บอกไปถึงนัยความหมายของเล่ห์กลและภาระที่จะกระทำต่อเป้าหมายอย่างไร ไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นโดยยากอย่างไร แต่เห็นง่ายว่า โดยการพูดถึงสถาบันสงฆ์นั้น มีจุดมุ่งหมายในการสร้างความแตกแยกให้แก่สถาบันสงฆ์ธรรมยุติ กับ มหานิกาย โดยอยู่ในขั้นแรกที่เริ่มเจาะชอนไชนำทางทดลองหยั่งเชิงไปก่อน มิแตกต่างจากการเริ่มการก่อความปั่นป่วนโดยเอาเรื่องราวสถาบันกษัตริย์นับตั้งแต่เริ่มเอาเรื่องเท็จกรณีทำบุญประเทศในอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)ของรัฐบาลทักษิณยุคสินามิ มาบิดเบือนโกหกพกลมทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจริงเลย อย่างหน้าด้านไร้ความอายโดยสิ้นเชิง(ซึ่งบ่งถึงขั้นตอนที่เริ่มจะดึงฟ้าต่ำลงมาโฆษณาเพื่อให้ใส่ร้ายผู้อื่นและเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนอย่างไร) แต่ในครั้งนั้น สำนักพระราชวังได้ออกมาแก้ข้อกล่าวหาแทนรัฐบาล ว่าทักษิณ มิได้เป็นผู้จัดการพิธีกรรมนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบและการจัดการของสำนักพระราชวัง แผนการร้ายทางการโฆษณาชวนเชื่อจึงถูกจับได้และจับตามองมาตั้งแต่นั้น และได้เป็นข้อคิดเตือนใจว่า ลักษณะการโฆษณาเช่นนี้แหละเป็นจุดเริ่มต้นแผนการร้ายโดยอิงอาศัยสถาบันเบื้องสูงลงมาเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่ฝ่ายตน ผู้ทำการโฆษณาชวนเชื่อ คือเอเอสทีวีมาจนกระทั่งบัดนี้
เพราะเหตุใด นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง จึงตั้งใจไปขุดคุ้ยเอาเรื่องที่ไม่มีความจริงมาโจมตีคนอื่น ใส่ร้ายคนอื่น โดยไปอ้างหลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ว่าท่านได้ระดมลูกศิษย์สายวัดป่า ซึ่งล้วนเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานมาสวดมนต์สาปแช่งและคว่ำบาตร ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น โดยอ้างว่าหลวงตามหาบัวเองท่านมีญาณทัศนะว่า ดร.ทักษิณ มิได้เป็นคนดีตามที่ภาพภายนอกปรากฏ แท้จริงเป็นคนโกงชาติ ขายชาติ ขายแผ่นดิน จึงไม่ควรที่จะอยู่ต่อไป ต้องทำพิธีกรรมคว่ำบาตร (ที่จริงเคยมีกรณีนายทองก้อน ศิษย์หลวงตามหาบัว ระดมประชุมพระสายวิปัสสนา ศิษย์หลวงตามหาบัว มาประชุมกันในวัดสายธรรมยุติแห่งหนึ่งในกรุงเทพในกลางเดือน กุมภาพันธ์ 2547 เพื่อต่อต้าน คัดค้านรัฐบาลทักษิณ กรณีรัฐบาล โดยรองนายกรัฐมนตรี ดร.วิษณุ เครืองาม ลงนามตั้งคณะทำการแทนสมเด็จพระสังฆราช และได้ทำพิธีคว่ำบาตรนายวิษณุ เครืองาม ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลทักษิณ ในขณะนั้น) ซึ่งประเด็นนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เคยพูดใน เอเอสทีวีมาก่อนแล้วบ่อยครั้ง โดยแสดงตนว่าตนเป็นศิษย์เอกหลวงตามหาบัว คราวนั้นนายสนธิ ถึงกับอ้างว่าหลวงตาบัวถึงกับเอ่ยคำสาป ดร.ทักษิณ ชินวัตร เอาไว้ว่า แม้จะอยู่ในตำแหน่งสูงส่งร่ำรวยก็จะต้องพังพินาศน์ ประสบความหายนะตลอดไป แล้ววันนี้ นายเจิมศักดิ์ ก็ดำเนินรอยตามนายสนธิและโฉมหน้าให้เห็นว่าจะทำเรื่องการดึงสถาบันสงฆ์ลงมาเกลือกกลั้วราคีอีกสถาบันหนึ่ง และนั่นหมายถึงเจตนาร้ายต่อประเทศและประชาชน โดยแผนการสร้างความแตกแยกของประชานในชาติไปอีกระดับหนึ่ง
การไปอ้างพระผู้ใหญ่มาทำการโฆษณาโดยระบุถึงพฤติกรรมของพระผู้ใหญ่รูปนั้นในลักษณะว่าท่านกล่าวคำอาฆาตแค้น และประกอบกรรมร้ายโดยวจีทุจริต นั่นคือสาปแช่ง และทำพิธีกรรมคว่ำบาตร (ซึ่งทางพระย่อมหมายถึงการลงโทษอย่างรุนแรงระดับประหารชีวิต ซึ่งหมายถึงตัดขาดไปจากพระพุทธศาสนา) นั้น น่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง หวังผลทางการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่พึงจะเป็น ตามเหตุผลที่พึงพิจารณา 2 ประการ คือ
ประการแรก หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านย่อมสมกับฉายา เป็นผู้ที่มี ญาณสัมปันโน(ผู้ถึงพร้อมบริบูรณ์แล้วด้วยความรู้) เป็นพระสายปฏิบัติวัดป่า แม้โดยฐานะพระสงฆ์สาวกคือพระธรรมดา ๆ รูปหนึ่งก็ย่อมจะสังวร ไม่กระทำกายกรรมวจีกรรมทุจริตเช่นนั้น ในเมื่อพระทุกรูปสวดมนต์เตือนสติตนเองอยู่ทุกเช้าทุกเย็น ที่เรียกว่า ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น และขึ้นใจในพระโอวาทปาฏิโมกข์ อันเป็นคำสอนข้อสำคัญที่องค์บรมศาสดาทรงสอนเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาเอาไว้ และพระสงฆ์ทั้งปวงย่อมสดับฟังและน้อมนำไปปฏิบัติด้วยดีดังมีข้อความทั้งหมดดังนี้
โอวาทปาติโมกขคาถา
สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง การไม่ทำบาปทั้งปวง
กุสะลัสสูปะสัมปะทา การทำกุศลให้ถึงพร้อม
สะจิตตะปะริโยทะปะนัง การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ(ขาวทั้งหมด)
เอตัง พุทธานะสาสะนัง ธรรม ๓ อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา ขันติ คือ ความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง
นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา ผู้รู้ทั้งหลาย กล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอันยิ่ง
นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย
สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย
อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต การไม่พูดร้าย การไม่ทำร้าย
ปาติโมกเข จะ สังวะโร การสำรวมในปาติโมกข์
มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค
ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง การนอน การนั่ง ในที่สงัด
อะธิจิตเต จะ อาโยโค ความหมั่นประกอบในการทำจิตให้ยิ่ง
เอตัง พุทธานะสาสะนัง ธรรม ๖ อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ซึ่งในที่นี้ เราต้องการหมายเหตุเป็นพิเศษ 2 วรรค ก็คือ
นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย
สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย
ผู้ที่สละเรือนมาปฏิญญาณตนเป็นอนาคาริยวิสัยแล้ว คือหมู่สงฆ์ทั้งปวงย่อมสดับรับฟังและน้อมนำไปปฏิบัติด้วยความเคารพ และระวังอย่างยิ่งว่า นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต การไม่พูดร้าย การไม่ทำร้าย
นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง รู้หรือเปล่าว่า พระหลวงตามหาบัวนั้น ในทางสมณศักดิ์ ท่านเป็นถึงพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมวิสุทธิมงคล ท่านย่อมต้องสังวรในพระโอวาทปาฏิโมกข์ ดังกล่าว จะไปทำพิธีกรรมสาปแช่ง คว่ำบาตรผู้ใด อันบ่งถึงจิตขาดเมตตา กอปร์ด้วยโมหะ อาฆาตแค้น คิดกำจัด หรือคิดทำให้คนอื่นลำบากอยู่ คนใดใดได้ โดยเฉพาะบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ ได้อย่างไร? และในทางกฎหมายการทำพิธีคว่ำบาตร เห็นเป็นรูปธรรม สามารถเอามาเป็นหลักฐานทางกฎหมายเอาเรื่องหลวงตามหาบัวได้ อาจจะถอดจากสมณศักดิ์ได้ และทั้งเป็นความผิดฉกรรจ์ อาจถึงขั้น "ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง" ตามกฎมหาเถรสมาคม ถึงถูกให้สละสมณเพศได้ เช่นนี้นายเจิมศักดิ์ไม่คิดดูว่าท่านหลวงตาท่าน แม้สงฆ์รูปใดรูปหนึ่งท่านจะอาจทำพฤติกรรมอย่างที่นายเจิมศักดิ์เอามาโฆษณาได้อย่างไร?
อีกอย่างหนึ่งนายเจิมศักดิ์ ไม่รู้หรือว่าหลวงตาบัวท่านเป็นพระป่ามาตลอดชีวิต ท่านได้ธุดงค์ไปทั่วประเทศ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย และในทางธรรม ท่านมิใช่พระปุถุชนคนธรรมดา ท่านเป็นถึงพระอริยบุคคลระดับพระโสดาบัน ไม่ใช่รู้กันเฉพาะในวงการพระป่าลูกศิษย์ของท่าน แต่รู้ในวงการศาสนิกชนทั่วไป แม้ท่านเองท่านก็ได้กล่าวว่าท่านได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลโสดาบันแล้ว(ดูจากประวัติที่ทำแผ่นแจกจ่ายไป) การที่นายเจิมศักดิ์ เอาเรื่องราวของหลวงตามหาบัว ที่พระธรรมวิสุทธิมงคล มาบิดเบือนว่าท่านได้กล่าวคำให้ร้าย สาปแช่ง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ว่าขายชาติ จนต้องคว่ำบาตร หรือสาปแช่งให้ล่มจม บรรลัยไป นั้น ไม่เป็นสิ่งที่จะเป็นไปได้ ฉะนั้น จึงน่าเชื่อว่า นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กำลังคิดวางแผนทำความแตกแยกในสถาบันสงฆ์อยู่ เช่นเดียวกับที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เริ่มคิดสร้างความปั่นป่วนแตกแยกในประชาชนโดยการดึงเอาเรื่องการทำบุญประเทศในรัฐบาลทักษิณ ที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์มาทำการโฆษณาชวนเชื่อโดยหวังว่าเป็นปฏิบัติการระยะแรกเริ่มก่อน หากสังคมตามไม่ทัน ต่อไปจะได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องสถาบันนี้มาเป็นเรื่องที่ให้คุณและโทษแก่คนใดคนหนึ่งได้อย่างร้ายแรงต่อไป นั่นเอง
ในวันนี้ วันที่ 31 ก.ค.2552 ; ASTV ทีวีเพื่อการรับใช้งานการโฆษณาชวนเชื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล ได้พบ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ในรายการ รู้ทันทักษิณ หรือ รู้ทันประเทศไทย นายเจิมศักดิ์ ได้ตั้งประเด็นที่สามารถทำร้ายคนอื่นทางจิตใจได้มากและมีเจตนาทำร้ายจิตใจคนอื่นอย่างแท้จริง โดยตั้งประเด็นว่า ดร.ทักษิณ ชินวัตร มีบุคลิกภาพเป็นวิกลจริตหรือไม่ ถ้าเช่นนั้นจะเป็นคนอันตรายเพียงไหน ต่อประเทศไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสถาบันอันสูงสุด? พูดไปพูดมาก็ให้ง่ายเข้าว่า ทักษิณเป็นคนบ้าหรือเปล่า แล้ว คนที่รับรองก็คือ นายประสงค์ สุ่นศิริ กับ วสิษฐ์ เดชกุญชร ทั้งสองคนนี้เป็นคนแก่ (จะเข้าโลงอยู่แล้ว) อายุปูนคุณปู่คุณตา เข้าไปแล้ว(วสิษฐ์ เดชกุญชรว่าตนจะ 80 ในพ.ย.52นี้) ได้วิเคราะห์กันอย่างอคติโดยสิ้นเชิง โดยไร้จิตใจของความเป็นผู้ใหญ่ เพราะเดิมมาในสังคมไทย การไประบุกล่าวหาคนดี ๆ ว่าเป็นบ้านี้ ย่อมเป็นอันตราย อาจจะทำให้คนดี ๆ ที่ถูกกล่าวหาหรือพูดเน้นย้ำบ่อย ๆ ว่าเป็นบ้านั้น เป็นบ้าไปจริง ๆ ก็ได้ คนชนบทบ้านนอกเขารู้ดี โดยเฉพาะในวงการสงฆ์ มีตัวอย่างมามาก จึงไม่ให้ด่ากันเช่นนี้ (อย่าไปด่าเขาว่าเป็นบ้า เราเองแหละจะบ้า สอนกันมาอย่างนี้) ซึ่งคตินี้ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ประสงค์ สุ่นศิริ และ วสิษฐ์ เดชกุญชร ปูนนี้แล้วก็คงจะเข้าใจดี แต่ไม่ถือจริยามารยาทอันดีของสังคมไทย เช่นนี้ บ่งถึงความมุ่งหมายอย่างมีเจตนาที่จะทำร้ายทางจิตใจคนอื่นจริง ๆ ซึ่งไม่เป็นธรรมและเลวทรามอย่างยิ่ง และทั้งยังบอกไปถึงความมีโมหะ อวิชชาครอบงำทำให้ไร้สติปัญญาแม้จะคิดไตร่ตรองดูในประเด็นความเป็นธรรม หรือความถูกต้อง ครรลองที่สร้างสรรค์แก่ชีวิตหนึ่งที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ นั่นคือ การมองเขามองเรา ไม่ลองมองกลับไปดูตนเองบ้าง หากว่าเขาคนนั้น คือ ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนบ้า เขาก็ยังได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชนไทย ให้เป็นผู้แทนของประชาชนและให้เป็นนายกรัฐมนตรีผู้โด่งดังของประเทศนี้ และซึ่งได้สร้างคุณความดีไว้แด่ประเทศชาติ ประชาชนไทย ขนาดนี้(ขนาดที่มีคนทั้งประเทศลุกขึ้นมาแดงทั้งแผ่นดินให้การรับรองคุณภาพของเขา และเพื่อนำเขากลับมาทำงานสร้างสรรค์ประโยชน์คุณงามความดีแด่บ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้งหนึ่ง) แล้วคนดี ๆ(ไม่บ้าหรือวิกลจริตคราวปู่อย่างประสงค์ สุ่นศิริ วสิษฐ์ เดชกุญชร หรือรุ่นเด็กอ่อนปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมขึ้นมา อย่างนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง) ได้สร้างคุณงามความดีไว้อย่างไรบ้าง ประสงค์ สุ่นศิริ วสิษฐ์ เดชกุญชร ปูนนี้แล้วได้สร้างอะไรให้ปรากฏแด่ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไว้แม้เล็กน้อยบ้างหรือ? แม้คำถามว่ารู้จักประชาธิปไตยของคนยุคใหม่แล้วหรือยัง? ก็ยังไกล กว่าจะเรียนรู้ พบคำตอบ!!! ไม่เช่นนั้นคงไม่เป็นตัวการทำลายระบอบประชาธิปไตยของประชาชนเมื่อ 19 ก.ย.2549 ร่วมกับสนธิบังทหารเลวคนนั้น นายเจิมศักดิ์เอง แม้จะทำมาหากินยังเอาตัวเองไม่รอด ต้องมาอาศัยกินน้ำใต้ศอกสนธิ ลิ้มทองกุล เช่นนี้ แล้ว การเป็นคนดีของตนมีประโยชน์สู้คนบ้าได้อย่างไร นี่เป็นประเด็นที่คนชั้นดร.อย่างนายเจิมศักดิ์ไม่ยอมมองดู จึงได้สร้างเรื่องราวที่น่ารังเกียจมาก ทั้งสองเรื่องราวที่ได้วิเคราะห์มาในวันนี้ก็เพื่อความเป็นธรรม เราจึงอยากให้นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ได้มีความสังวร ในการพูดถึงสถาบันสงฆ์ และสำนึกในความเป็นธรรมในสังคม โดยมีวิจารณญาณสุขุมลุ่มลึก คำนึงข้อเท็จจริงโดยรอบคอบกว่านี้ หรือแม้หากว่ามีอะไรอยู่บ้างที่เป็นข้อที่ผิดพลาดประการใด หากเราเป็นคนดี ไม่บ้าวิกลจริตแล้ว มีความปรารถนาดีต่อสถาบันในองค์รวมแล้ว ก็ควรจะอดออมระงับใจอย่าพึงนำมากล่าวจะเป็นผลดีกว่า และอย่าลืมว่า มีสัจธรรม ทำบุญได้บุญ ทำบาปได้บาป เราก่อกรรมอันใดไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ผลกรรมยังไม่มีสิ้นสุดแม้ละไปจากโลกนี้ไปสู่โลกไหน ๆ ดัง วลีพระว่า ปุญญานิ ปะระโลกัสมิง ปติฏฐา โหนติ ปานินันติ บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในปรภพ จึงหวังว่านายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง จะได้สังวรต่อไป.
บุญแพง อภิรตี บุญเสฏฐ์
31 ก.ค.2552
สืบทอดเจตนารมณ์การโฆษณาชวนเชื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล
นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง จัดรายการใน ASTV และยังมีรายการ FM.92.25 ฟังทีแรกแล่วน่าสนใจในประเด็นที่ว่าเหมือนลีลาของใครคนหนึ่ง ทำนองถ่ายแบบคนนั้นมาเปี๊ยบ มิต่างลูกศิษย์ถ่ายแบบมาจากอาจารย์เลยทีเดียว และอาจารย์คนนั้นของเจิมศักดิ์ ปิ่นทองก็คือสนธิ ลิ้มทองกุล ในวันที่ 23 ก.ค.2552 เวลาประมาณ 08.00 น. FM.92.25 นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับ จิตกร บุษบา สนทนาเรื่องราวเกี่ยวกับวงการสงฆ์ ในทำนองแปลกและแปร่ง ที่ผิดไปจากสำนวนลีลาของ นายเจิมศักดิ์ คนเดิม เพราะได้พูดเรื่องที่ไม่ควรเอามาพูด โดยเอาเรื่องละเอียดอ่อนในวงการสงฆ์ธรรมยุติ-มหานิกาย และธรรมะที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้งมาพูดมาวิเคราะห์วิจารณ์คาบเกี่ยวไปถึงคนอื่น ซึ่งน่าที่จะส่งผลร้ายถึงอาจเป็นสาเหตุให้คนฟังสับสน ทำให้สังคมเข้าใจผิดเกิดความแตกแยกร้ายแรงได้
การพูดถึงเรื่องธรรมยุติกับมหานิกายอันเป็นเรื่องในวงการสงฆ์ไทยที่สง์ไทยเข้าใจดี แต่คนที่ไม่เข้าใจอย่างนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทองเอามาพูดขึ้น รวมไปถึงเรื่องการคว่ำบาตรของหลวงตามหาบัวของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทองนั้น คล้าย ๆ กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล เริ่มวางแผนการโฆษณาชวนเชื่อหลักการสำคัญ ด้วยแผนการดึงสถาบันกษัตริย์ลงมาเกี่ยวในเรื่องราวที่โฆษณาด้วย จึงเริ่มด้วยกรณีรัฐบาลทักษิณทำบุญประเทศ โดยขอพระราชทานอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)เป็นสถานที่กระทำพิธีกรรมทำบุญประเทศ ในช่วงที่ประเทศไทยพบความวิบัติหลังเกิดสินามิ โดยนำเรื่องที่ไม่เป้นความจริงเลยมากล่าวหาว่า ในการทำบุญประเทศครั้งนั้น ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกระทำตนเสมอกษัตริย์ โดยสวมรองเท้าเข้าไปประกอบพิธีกรรมในอุโบสถวัดพระแก้ว (ก็ไม่ผิดระเบียบของสำนักพระราชวัง) ไม่เคารพโดยสวมเสื้อแขนสั้น(ก็ไม่ผิดระเบียบ) และตีตนเสมอกษัตริย์โดยจัดที่นั่งทับที่กษัตริย์ขณะทำพิธีกรรม(ที่จริงไม่ได้ทับที่นั่งกษัตริย์เลย) เป็นเหตุให้เกิดโกลาหลในหมู่ประชาชนขณะนั้น แล้ว ASTV ก็เริ่มดึงเรื่องราวเบื้องสูงลงมาสู่แผ่นดินต่ำ ในท่าทีเล่ห์กลว่าตนเองเป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันเป็นอย่างยิ่ง เป็นห่วงสถาบันอย่างยิ่ง จึงต้องถวายชีวิตเป็นพลีป้องกันสถาบัน ต้องสอดตาดูบุคคลผู้เป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์และเอามาเปิดเผยแก่ประชาชน (และคนที่ต้องสอดแนมติดตามอย่างไม่ละก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งบัดนี้
วันนี้ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กำลังจะทำแบบเดียวกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล จอมบ่างช่างยุคนนั้น โดยคราวนี้ เปลี่ยนเป็นมาดึงสถาบันสงฆ์ลงมาเกลือกกลั้วตมอีกสถาบันหนึ่ง ฟังลีลาวาทะข้อกล่าวหาของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง โดยอ้างสถาบันสงฆ์นี้ มิแตกต่างลีลาของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กล่าวถึงเบื้องสูงเลย จึงน่าฉงนว่า ดร.คนนี้จนปัญญาขนาดมารับเอาคำสอน ลีลาการโฆษณาชวนเชื่อมาจากนายสนธิลิ้มมาเต็มตัวราวกับเป็นศิษย์เอกผู้ซื่อกตัญญูแห่งสำนักเลยทีเดียวหรือ? เคยเป็นเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้เคยมีความเป็นอิสระ นักวิชาการเสรี มีเหตุมีผล และเป็นประชาธิปไตย กลายมาซบหัวยอมตนเป็นสานุศิษย์ผู้ซื่อสัตย์ต่อคนล้มละลายทางการเงิน ผู้ต้องหาก่อการร้าย ยึดสนามบินนานาชาติ ฯลฯ อย่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุลได้อย่างไร? และภาระของนายเจิมศักดิ์ ที่กำลังเริ่มอยู่วันนี้ ก็บอกไปถึงนัยความหมายของเล่ห์กลและภาระที่จะกระทำต่อเป้าหมายอย่างไร ไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นโดยยากอย่างไร แต่เห็นง่ายว่า โดยการพูดถึงสถาบันสงฆ์นั้น มีจุดมุ่งหมายในการสร้างความแตกแยกให้แก่สถาบันสงฆ์ธรรมยุติ กับ มหานิกาย โดยอยู่ในขั้นแรกที่เริ่มเจาะชอนไชนำทางทดลองหยั่งเชิงไปก่อน มิแตกต่างจากการเริ่มการก่อความปั่นป่วนโดยเอาเรื่องราวสถาบันกษัตริย์นับตั้งแต่เริ่มเอาเรื่องเท็จกรณีทำบุญประเทศในอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)ของรัฐบาลทักษิณยุคสินามิ มาบิดเบือนโกหกพกลมทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจริงเลย อย่างหน้าด้านไร้ความอายโดยสิ้นเชิง(ซึ่งบ่งถึงขั้นตอนที่เริ่มจะดึงฟ้าต่ำลงมาโฆษณาเพื่อให้ใส่ร้ายผู้อื่นและเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนอย่างไร) แต่ในครั้งนั้น สำนักพระราชวังได้ออกมาแก้ข้อกล่าวหาแทนรัฐบาล ว่าทักษิณ มิได้เป็นผู้จัดการพิธีกรรมนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบและการจัดการของสำนักพระราชวัง แผนการร้ายทางการโฆษณาชวนเชื่อจึงถูกจับได้และจับตามองมาตั้งแต่นั้น และได้เป็นข้อคิดเตือนใจว่า ลักษณะการโฆษณาเช่นนี้แหละเป็นจุดเริ่มต้นแผนการร้ายโดยอิงอาศัยสถาบันเบื้องสูงลงมาเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่ฝ่ายตน ผู้ทำการโฆษณาชวนเชื่อ คือเอเอสทีวีมาจนกระทั่งบัดนี้
เพราะเหตุใด นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง จึงตั้งใจไปขุดคุ้ยเอาเรื่องที่ไม่มีความจริงมาโจมตีคนอื่น ใส่ร้ายคนอื่น โดยไปอ้างหลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ว่าท่านได้ระดมลูกศิษย์สายวัดป่า ซึ่งล้วนเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานมาสวดมนต์สาปแช่งและคว่ำบาตร ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น โดยอ้างว่าหลวงตามหาบัวเองท่านมีญาณทัศนะว่า ดร.ทักษิณ มิได้เป็นคนดีตามที่ภาพภายนอกปรากฏ แท้จริงเป็นคนโกงชาติ ขายชาติ ขายแผ่นดิน จึงไม่ควรที่จะอยู่ต่อไป ต้องทำพิธีกรรมคว่ำบาตร (ที่จริงเคยมีกรณีนายทองก้อน ศิษย์หลวงตามหาบัว ระดมประชุมพระสายวิปัสสนา ศิษย์หลวงตามหาบัว มาประชุมกันในวัดสายธรรมยุติแห่งหนึ่งในกรุงเทพในกลางเดือน กุมภาพันธ์ 2547 เพื่อต่อต้าน คัดค้านรัฐบาลทักษิณ กรณีรัฐบาล โดยรองนายกรัฐมนตรี ดร.วิษณุ เครืองาม ลงนามตั้งคณะทำการแทนสมเด็จพระสังฆราช และได้ทำพิธีคว่ำบาตรนายวิษณุ เครืองาม ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลทักษิณ ในขณะนั้น) ซึ่งประเด็นนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เคยพูดใน เอเอสทีวีมาก่อนแล้วบ่อยครั้ง โดยแสดงตนว่าตนเป็นศิษย์เอกหลวงตามหาบัว คราวนั้นนายสนธิ ถึงกับอ้างว่าหลวงตาบัวถึงกับเอ่ยคำสาป ดร.ทักษิณ ชินวัตร เอาไว้ว่า แม้จะอยู่ในตำแหน่งสูงส่งร่ำรวยก็จะต้องพังพินาศน์ ประสบความหายนะตลอดไป แล้ววันนี้ นายเจิมศักดิ์ ก็ดำเนินรอยตามนายสนธิและโฉมหน้าให้เห็นว่าจะทำเรื่องการดึงสถาบันสงฆ์ลงมาเกลือกกลั้วราคีอีกสถาบันหนึ่ง และนั่นหมายถึงเจตนาร้ายต่อประเทศและประชาชน โดยแผนการสร้างความแตกแยกของประชานในชาติไปอีกระดับหนึ่ง
การไปอ้างพระผู้ใหญ่มาทำการโฆษณาโดยระบุถึงพฤติกรรมของพระผู้ใหญ่รูปนั้นในลักษณะว่าท่านกล่าวคำอาฆาตแค้น และประกอบกรรมร้ายโดยวจีทุจริต นั่นคือสาปแช่ง และทำพิธีกรรมคว่ำบาตร (ซึ่งทางพระย่อมหมายถึงการลงโทษอย่างรุนแรงระดับประหารชีวิต ซึ่งหมายถึงตัดขาดไปจากพระพุทธศาสนา) นั้น น่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง หวังผลทางการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่พึงจะเป็น ตามเหตุผลที่พึงพิจารณา 2 ประการ คือ
ประการแรก หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านย่อมสมกับฉายา เป็นผู้ที่มี ญาณสัมปันโน(ผู้ถึงพร้อมบริบูรณ์แล้วด้วยความรู้) เป็นพระสายปฏิบัติวัดป่า แม้โดยฐานะพระสงฆ์สาวกคือพระธรรมดา ๆ รูปหนึ่งก็ย่อมจะสังวร ไม่กระทำกายกรรมวจีกรรมทุจริตเช่นนั้น ในเมื่อพระทุกรูปสวดมนต์เตือนสติตนเองอยู่ทุกเช้าทุกเย็น ที่เรียกว่า ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น และขึ้นใจในพระโอวาทปาฏิโมกข์ อันเป็นคำสอนข้อสำคัญที่องค์บรมศาสดาทรงสอนเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาเอาไว้ และพระสงฆ์ทั้งปวงย่อมสดับฟังและน้อมนำไปปฏิบัติด้วยดีดังมีข้อความทั้งหมดดังนี้
โอวาทปาติโมกขคาถา
สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง การไม่ทำบาปทั้งปวง
กุสะลัสสูปะสัมปะทา การทำกุศลให้ถึงพร้อม
สะจิตตะปะริโยทะปะนัง การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ(ขาวทั้งหมด)
เอตัง พุทธานะสาสะนัง ธรรม ๓ อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา ขันติ คือ ความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง
นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา ผู้รู้ทั้งหลาย กล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอันยิ่ง
นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย
สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย
อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต การไม่พูดร้าย การไม่ทำร้าย
ปาติโมกเข จะ สังวะโร การสำรวมในปาติโมกข์
มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค
ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง การนอน การนั่ง ในที่สงัด
อะธิจิตเต จะ อาโยโค ความหมั่นประกอบในการทำจิตให้ยิ่ง
เอตัง พุทธานะสาสะนัง ธรรม ๖ อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ซึ่งในที่นี้ เราต้องการหมายเหตุเป็นพิเศษ 2 วรรค ก็คือ
นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย
สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย
ผู้ที่สละเรือนมาปฏิญญาณตนเป็นอนาคาริยวิสัยแล้ว คือหมู่สงฆ์ทั้งปวงย่อมสดับรับฟังและน้อมนำไปปฏิบัติด้วยความเคารพ และระวังอย่างยิ่งว่า นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต การไม่พูดร้าย การไม่ทำร้าย
นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง รู้หรือเปล่าว่า พระหลวงตามหาบัวนั้น ในทางสมณศักดิ์ ท่านเป็นถึงพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมวิสุทธิมงคล ท่านย่อมต้องสังวรในพระโอวาทปาฏิโมกข์ ดังกล่าว จะไปทำพิธีกรรมสาปแช่ง คว่ำบาตรผู้ใด อันบ่งถึงจิตขาดเมตตา กอปร์ด้วยโมหะ อาฆาตแค้น คิดกำจัด หรือคิดทำให้คนอื่นลำบากอยู่ คนใดใดได้ โดยเฉพาะบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ ได้อย่างไร? และในทางกฎหมายการทำพิธีคว่ำบาตร เห็นเป็นรูปธรรม สามารถเอามาเป็นหลักฐานทางกฎหมายเอาเรื่องหลวงตามหาบัวได้ อาจจะถอดจากสมณศักดิ์ได้ และทั้งเป็นความผิดฉกรรจ์ อาจถึงขั้น "ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง" ตามกฎมหาเถรสมาคม ถึงถูกให้สละสมณเพศได้ เช่นนี้นายเจิมศักดิ์ไม่คิดดูว่าท่านหลวงตาท่าน แม้สงฆ์รูปใดรูปหนึ่งท่านจะอาจทำพฤติกรรมอย่างที่นายเจิมศักดิ์เอามาโฆษณาได้อย่างไร?
อีกอย่างหนึ่งนายเจิมศักดิ์ ไม่รู้หรือว่าหลวงตาบัวท่านเป็นพระป่ามาตลอดชีวิต ท่านได้ธุดงค์ไปทั่วประเทศ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย และในทางธรรม ท่านมิใช่พระปุถุชนคนธรรมดา ท่านเป็นถึงพระอริยบุคคลระดับพระโสดาบัน ไม่ใช่รู้กันเฉพาะในวงการพระป่าลูกศิษย์ของท่าน แต่รู้ในวงการศาสนิกชนทั่วไป แม้ท่านเองท่านก็ได้กล่าวว่าท่านได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลโสดาบันแล้ว(ดูจากประวัติที่ทำแผ่นแจกจ่ายไป) การที่นายเจิมศักดิ์ เอาเรื่องราวของหลวงตามหาบัว ที่พระธรรมวิสุทธิมงคล มาบิดเบือนว่าท่านได้กล่าวคำให้ร้าย สาปแช่ง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ว่าขายชาติ จนต้องคว่ำบาตร หรือสาปแช่งให้ล่มจม บรรลัยไป นั้น ไม่เป็นสิ่งที่จะเป็นไปได้ ฉะนั้น จึงน่าเชื่อว่า นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กำลังคิดวางแผนทำความแตกแยกในสถาบันสงฆ์อยู่ เช่นเดียวกับที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เริ่มคิดสร้างความปั่นป่วนแตกแยกในประชาชนโดยการดึงเอาเรื่องการทำบุญประเทศในรัฐบาลทักษิณ ที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์มาทำการโฆษณาชวนเชื่อโดยหวังว่าเป็นปฏิบัติการระยะแรกเริ่มก่อน หากสังคมตามไม่ทัน ต่อไปจะได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องสถาบันนี้มาเป็นเรื่องที่ให้คุณและโทษแก่คนใดคนหนึ่งได้อย่างร้ายแรงต่อไป นั่นเอง
ในวันนี้ วันที่ 31 ก.ค.2552 ; ASTV ทีวีเพื่อการรับใช้งานการโฆษณาชวนเชื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล ได้พบ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ในรายการ รู้ทันทักษิณ หรือ รู้ทันประเทศไทย นายเจิมศักดิ์ ได้ตั้งประเด็นที่สามารถทำร้ายคนอื่นทางจิตใจได้มากและมีเจตนาทำร้ายจิตใจคนอื่นอย่างแท้จริง โดยตั้งประเด็นว่า ดร.ทักษิณ ชินวัตร มีบุคลิกภาพเป็นวิกลจริตหรือไม่ ถ้าเช่นนั้นจะเป็นคนอันตรายเพียงไหน ต่อประเทศไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสถาบันอันสูงสุด? พูดไปพูดมาก็ให้ง่ายเข้าว่า ทักษิณเป็นคนบ้าหรือเปล่า แล้ว คนที่รับรองก็คือ นายประสงค์ สุ่นศิริ กับ วสิษฐ์ เดชกุญชร ทั้งสองคนนี้เป็นคนแก่ (จะเข้าโลงอยู่แล้ว) อายุปูนคุณปู่คุณตา เข้าไปแล้ว(วสิษฐ์ เดชกุญชรว่าตนจะ 80 ในพ.ย.52นี้) ได้วิเคราะห์กันอย่างอคติโดยสิ้นเชิง โดยไร้จิตใจของความเป็นผู้ใหญ่ เพราะเดิมมาในสังคมไทย การไประบุกล่าวหาคนดี ๆ ว่าเป็นบ้านี้ ย่อมเป็นอันตราย อาจจะทำให้คนดี ๆ ที่ถูกกล่าวหาหรือพูดเน้นย้ำบ่อย ๆ ว่าเป็นบ้านั้น เป็นบ้าไปจริง ๆ ก็ได้ คนชนบทบ้านนอกเขารู้ดี โดยเฉพาะในวงการสงฆ์ มีตัวอย่างมามาก จึงไม่ให้ด่ากันเช่นนี้ (อย่าไปด่าเขาว่าเป็นบ้า เราเองแหละจะบ้า สอนกันมาอย่างนี้) ซึ่งคตินี้ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ประสงค์ สุ่นศิริ และ วสิษฐ์ เดชกุญชร ปูนนี้แล้วก็คงจะเข้าใจดี แต่ไม่ถือจริยามารยาทอันดีของสังคมไทย เช่นนี้ บ่งถึงความมุ่งหมายอย่างมีเจตนาที่จะทำร้ายทางจิตใจคนอื่นจริง ๆ ซึ่งไม่เป็นธรรมและเลวทรามอย่างยิ่ง และทั้งยังบอกไปถึงความมีโมหะ อวิชชาครอบงำทำให้ไร้สติปัญญาแม้จะคิดไตร่ตรองดูในประเด็นความเป็นธรรม หรือความถูกต้อง ครรลองที่สร้างสรรค์แก่ชีวิตหนึ่งที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ นั่นคือ การมองเขามองเรา ไม่ลองมองกลับไปดูตนเองบ้าง หากว่าเขาคนนั้น คือ ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนบ้า เขาก็ยังได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชนไทย ให้เป็นผู้แทนของประชาชนและให้เป็นนายกรัฐมนตรีผู้โด่งดังของประเทศนี้ และซึ่งได้สร้างคุณความดีไว้แด่ประเทศชาติ ประชาชนไทย ขนาดนี้(ขนาดที่มีคนทั้งประเทศลุกขึ้นมาแดงทั้งแผ่นดินให้การรับรองคุณภาพของเขา และเพื่อนำเขากลับมาทำงานสร้างสรรค์ประโยชน์คุณงามความดีแด่บ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้งหนึ่ง) แล้วคนดี ๆ(ไม่บ้าหรือวิกลจริตคราวปู่อย่างประสงค์ สุ่นศิริ วสิษฐ์ เดชกุญชร หรือรุ่นเด็กอ่อนปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมขึ้นมา อย่างนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง) ได้สร้างคุณงามความดีไว้อย่างไรบ้าง ประสงค์ สุ่นศิริ วสิษฐ์ เดชกุญชร ปูนนี้แล้วได้สร้างอะไรให้ปรากฏแด่ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไว้แม้เล็กน้อยบ้างหรือ? แม้คำถามว่ารู้จักประชาธิปไตยของคนยุคใหม่แล้วหรือยัง? ก็ยังไกล กว่าจะเรียนรู้ พบคำตอบ!!! ไม่เช่นนั้นคงไม่เป็นตัวการทำลายระบอบประชาธิปไตยของประชาชนเมื่อ 19 ก.ย.2549 ร่วมกับสนธิบังทหารเลวคนนั้น นายเจิมศักดิ์เอง แม้จะทำมาหากินยังเอาตัวเองไม่รอด ต้องมาอาศัยกินน้ำใต้ศอกสนธิ ลิ้มทองกุล เช่นนี้ แล้ว การเป็นคนดีของตนมีประโยชน์สู้คนบ้าได้อย่างไร นี่เป็นประเด็นที่คนชั้นดร.อย่างนายเจิมศักดิ์ไม่ยอมมองดู จึงได้สร้างเรื่องราวที่น่ารังเกียจมาก ทั้งสองเรื่องราวที่ได้วิเคราะห์มาในวันนี้ก็เพื่อความเป็นธรรม เราจึงอยากให้นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ได้มีความสังวร ในการพูดถึงสถาบันสงฆ์ และสำนึกในความเป็นธรรมในสังคม โดยมีวิจารณญาณสุขุมลุ่มลึก คำนึงข้อเท็จจริงโดยรอบคอบกว่านี้ หรือแม้หากว่ามีอะไรอยู่บ้างที่เป็นข้อที่ผิดพลาดประการใด หากเราเป็นคนดี ไม่บ้าวิกลจริตแล้ว มีความปรารถนาดีต่อสถาบันในองค์รวมแล้ว ก็ควรจะอดออมระงับใจอย่าพึงนำมากล่าวจะเป็นผลดีกว่า และอย่าลืมว่า มีสัจธรรม ทำบุญได้บุญ ทำบาปได้บาป เราก่อกรรมอันใดไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ผลกรรมยังไม่มีสิ้นสุดแม้ละไปจากโลกนี้ไปสู่โลกไหน ๆ ดัง วลีพระว่า ปุญญานิ ปะระโลกัสมิง ปติฏฐา โหนติ ปานินันติ บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในปรภพ จึงหวังว่านายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง จะได้สังวรต่อไป.
บุญแพง อภิรตี บุญเสฏฐ์
31 ก.ค.2552

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น